Interviewed with King of Underbone “Payak Li-Kea”

 

“หมวกอยู่ไหนล่ะพ่อ” นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ลูกคุยกับผม และนั่นเป็นความผิดพลาดที่ผมทำ ประโยคที่กลั่นออกมาจากยอดนักแข่งไทย สุดยอดของนักบิดในช่วงฟีเวอร์ของรถแข่งอันเดอร์โบน “พยัคฆ์ลิเก” นิพนธ์ แสงสว่าง ที่ซึ่งผมไม่ได้เจอกันมาหลายปีมาก มากจนกระทั่งแทบไม่รู้ว่า ลูกชายทั้งสองของยอดนักบิดที่ผมยกให้เป็นหนึ่งใน ราชันย์อันเดอร์โบนของไทยผู้นี้ กำลังแจ้งเกิดขึ้นมาเป็นดาวรุ่งในวงการแข่งขันตลอดช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ทว่าการสนทนาในวันนั้นต้องยุติชั่วคราวเนื่องจากต้องลุ้นเกมการแข่งขันในรุ่น Thailand Talent Cup รวมทั้งตัวผมเองต้องการเบรกอารมณ์ของ นิพนธ์ แสงสว่าง ที่ ณ เวลานั้น ดวงตาและแววตา”เศร้า” และคลอด้วยน้ำตา เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ลูกชายต้องจากไปตลอดกาล และวันนั้นเราก็หยุดการสนทนาไว้เพียงแค่นั้น ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจสัมภาษณ์หรือจะทำสกู๊ปอะไรพิเศษ เพียงแค่การมาสนามแข่งรถไทยแลนด์เซอร์กิต กับเกมนัดเปิดฤดูกาลของ FMSCT Thailand Road Race ในครั้งนี้ จุดประสงค์หลักคือ “คืนสู่บ้าน”เพื่อทักทายพบปะพี่น้องในแวดวงแข่งขัน และ พยัคฆ์ลิเก ก็คือหนึ่งในอดีตเรซซิ่งฮีโร่ที่ผมคุ้นเคยในช่วงชีวิตการทำงานกับบทบาทของสื่อมวลชนสายมอเตอร์สปอร์ต “บางอย่างจากการสนทน” มันน่าสนใจ น่านำมาบอกเล่าทุกข์สุขถึงเรื่องราวส่วนหนึ่งของนักแข่งที่ชื่อ นิพนธ์ แสงสว่าง และนี่คือเรื่องราวที่ผมอยากจะนำมาบอกเล่าสู่กันฟัง ที่ซึ่งการเรียบเรียงบทสนทนาจากการพูดคุยในครั้งนี้พิเศษ คือ บันทึกด้วยความทรงจำ โดยที่ผมไม่ได้ใช้อุปกรณ์บันทึกเสียงใดๆ ก็อย่างที่บอก ความตั้งใจนั้นเพียงแค่มาพบปะพูดคุยกับพี่น้องที่คุ้นเคย ทว่ามันมีบางอย่างที่อยากจะ”เล่าสู่กันฟัง” และนับจากบรรทัดนี้นี่คือเรื่องราวส่วนหนึ่งของการคืนสู่สังเวียน เพื่อสานฝันให้ลูก ของ พยัคฆ์ลิเก
“ปกติผมจะขี่เอามอเตอร์ไซค์พร้อมกุญแจและหมวกกันน๊อคไปทิ้งไว้ที่ปั๊ม รอเขาเลิกเรียนมาจะได้ขี่มาซ้อมที่สนาม แต่วันนั้นผมลืมเอาหมวกกันน๊อกไว้ให้ด้วย ขณะที่ผมก็กำลังดูแลลุกชายอีกคนซ้อมรถในสนาม ก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมนานจังถึงยังมาไม่ถึงสนาม โดยปกติเมื่อเขาเลิกเรียนจะให้รถโรงเรียนมาส่งที่ปั๊มโดยที่ผมจะเอารถและหมวกกันน๊อกไปรอไว้ในปั๊มให้เขาขี่มาที่สนามพีระฯ เพราะเราอยู่ทางฝั่งตะวันออกและสนามแข่งที่ใกล้ที่สุดก็คือที่นี่ ซึ่งคงไม่สะดวกถ้าเราจะต้องมาทีนครชัยศรี ซึ่งบอกตรงๆๆเลยว่าผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะให้ลูกมาเป็นนักแข่งแบบผมซึ่งนับตั้งแต่เลิกแข่งรถผมก็รู้สึกดีกับชีวิตแบบปกติแบบชาวบ้านทั่วไปไม่ต้องซ้อมรถไม่ต้องฟิตร่างกาย ก็เลยรู้สึกว่าอยากให้ลูกๆเรียนและใช้ชีวิตธรรมดาทั่วไปนั่นเอง”
จำได้ว่าครั้งสุดท้ายผมเจอกับ นิพนธ์ แสงสว่าง ที่มาพร้อมกับอดีตนักแข่งอย่าง พี่น้อย อำนาจ สังข์สุวรรณ และ พี่นิด ณรงค์ อยู่สุข ที่ซึ่งทั้งสามคนเดินทางมาดูเกม FMSCT Thailand Supercross สนามหนึ่งที่จัดการแข่งขันเก็บคะแนนสะสมชิงแชมป์ประเทศไทยที่ พัทยา และ พยัคฆ์ลิเกก็ไม่มีทีท่าสนใจที่จะหวนกลับมามีพันธกิจใดๆในสังเวียนการแข่งขันอีกเลย “แล้วทำไมล่ะ” จึงมีทายาท “แสงสว่าง” ในเกมการแข่งขันช่วงสามปีหลังสุดนี้
“ ในห้องเก็บของที่บ้านผมจะเก็บรถแข่งไว้สามคัน รวมทั้งอุปกรณ์แข่งขันที่เคยใช้ ถ้วยรางวัลที่เคยได้ และภาพต่างๆในช่วงชีวิตนักแข่ง ที่น่าจะบอกได้ว่าผมปิดตายไว้จนเกือบจะลืม แต่แล้วด้วยความเป็นเด็กลูกผมก็คงจะเข้าไปเล่นแล้วก็พบของเหล่านั้น ซึ่งผมก็เล่าเรื่องราวที่เขาอยากรู้หรือสนใจในสิ่งที่พ่อเคยทำแต่ไม่เคยแนะนำหรือโน้มน้าวให้เขาสนใจ ขณะเดียวกันผมกลับสนับสนุนให้พวกเขาเล่นกีฬาชนิดต่างๆและสนับสนุนเรื่องเรียนเป็นหลัก ”
และแล้ววันหนึ่ง “พ่อผมอยากแข่งรถ” ประโยคสั้นๆที่ พยัคฆ์ลิเก ต้องทบทวนและในที่สุดก็ตัดสินใจ เพื่อที่จะ”สานความฝันให้ลูก” ที่จะเดินทางตามเส้นทางที่พ่อของพวกเขาเคยฝ่าฟันมาก่อน ในหนทางของคำว่า “นักแข่งอาชีพ”
“ ลูกผมสามารถที่จะขี่มอเตอร์ไซค์ได้ คือ ขี่เป็น ขี่ใช้งานในชีวิตประจำวัน ไปตลาดซื้อของแค่นั้น แต่สำหรับการแข่งขันทุกอย่างคือศูนย์ ต้องเริ่มต้นเรียนรู้และฝึกฝนใหม่ทั้งหมด มันต่างกันสิ้นเชิงกับการขับขี่ทั่วไป ดังนั้นผมจึงเริ่มที่จะหัดทักษะให้กับเขาจนกระทั่งคิดว่าสมควรที่จะพาเข้าสู่สังเวียนแข่งขันจริง แน่นอนว่าการเริ่มต้นสู่เส้นทางการแข่งขันสำหรับลูกผมนั่นก็คือ การกลับเข้าสู่สนามแข่งรถไทยแลนด์เซอร์กิตอีกครั้ง ซึ่งที่นี่ยังคงมีเกมการแข่งขันในแบบ one make race ไว้รองรับนักแข่งหน้าใหม่มายาวนานต่อเนื่อง ซึ่งเขาก็ทำได้ดีเกินคาด และจากจุดนั้นผมจึงคิดว่า จะช่วนผลักดันอยู่ข้างๆให้เขาไปได้ไกลที่สุดเท่าที่เขาจะมีความสามารถ”
ระหว่างเรียบเรียงความทรงจำที่พูดคุยกับ นิพนธ์ แสงสว่าง อย่างไม่เป็นทางการนั้น ผมพยายามที่จะถ่ายทอดให้ใกล้เคียงกับการสนทนาที่ข้างสนามไทยแลนด์เซอร์กิตในวันนั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นรายละเอียดบางอย่างอาจจะขาดหายไปบ้าง แต่ก็ปะติดปะต่อเป็นเองเล่าข้างแทร็คมาสู่กัน นับจากก้าวเข้าสู่เกมการแข่งขัน one make race “เจ้ามดเอ็กซ์” สามารถก็สามารถพัฒนาผลงานดีขึ้นเรื่อยๆ นอกจากคว้าแชมป์ในระดับมือใหม่ได้แล้ว ยังได้รับการจับตามองว่า “มีแวว”จนมีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยกับบริษัทผู้ผลิต แต่แล้วทุกอย่างก็”ดับวูบ” จากอุบัติเหตุ บนท้องถนน
“ ถึงวันนี้ถ้าย้อนเวลาได้จริงผมก็คิดว่าจะยังคงพาลูกเข้ามาแข่งตรงนี้เช่นเดิม เพราะมันเป็นความฝันของเขาเป็นความต้องการของเขาที่อยากจะเข้ามาสู่เส้นทางตรงนี้ มันเป็นช่วงเวลาดีๆช่วงหนึ่งในครอบครัวระหว่างพ่อกับลูก ”
จากประโยคด้านบนนั้นมาจากคำถามที่ผมถามไปว่า “คิดจะหยุดทุกๆกิจกรรมเกี่ยวกับการแข่งขันไหมหลังการสูญเสียครั้งนั้น” เพราะในเวลานี้ อีกหนึ่งทายาท แสงสว่าง คือ เจ้าไอ๊ซ์ นิติพงษ์ แสงสว่าง ที่กำลังลงสู่สนามในเกมรุ่น Producttion 150 ในนัดเปิดสนามของ FMSCT Thailand Road Racing 2018 นี้ ได้รับสิทธ์ผ่านการคัดเลือกเป็นหนึ่งในสามนักแข่งไทย คือ นิติพงษ์ แสงสว่าง , ธัชกร บัวศรี และ กอบชัย แซ่หลิว ในการเข้าร่วมแข่งขันในรายการ Asia Talent Cup ปีนี้
“ แน่นอนว่าผมเสียใจมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตกับการสูญเสียลูกคนหนึ่ง แต่สำหรับอีกคนหนึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในความฝันของเขาเช่นกัน ดังนั้นในฐานะพ่อผมก็ยังคงจะต้องสนับสนุนเขาให้เดินตามความฝันต่อไป เท่าที่ความสามารถของเขาจะทำได้ ในเส้นทางที่เขาเลือกนี้”
ที่จริงในการสนทนาข้างแทร็คไทยแลนด์เซอร์กิตอย่างไม่เป็นทางการ ไม่มีเทปบันทึกเสียง กับ หนึ่งในราชันย์อันเดอร์โบน เจ้าของ ฉายาพยัคฆ์ลิเกนี้ ยังมีอะไรอีกมากมาย และ เรายังคงต้องมีอะไรอีกพอสมควรที่จะต้องกลับมา”จับเข่าคุยกันอีกครั้ง” แต่สำหรับปิดท้ายส่วนหนึ่งของการสนทนาที่จะหยิบมาเล่าสู่กันฟัง ก็คือ “ความแตกต่างระหว่างการขับขี่ในยุครุ่งโรจน์ของอดีตเรซซิ่งฮีโร่คนนี้กับปัจจุบัน” นั้นมีการเปลี่ยนแปลงเช่นไรบ้าง
“ เทคโนโลยี และ เทคนิคการขับขี่ หลายๆอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เบรกตรงไหนอย่างไรก็ได้ แล้วเร่งทะยานออกไป แต่สำหรับทุกวันนี้ต้องเนียน ต้องค่อยๆเร่งออกไป ต้องมีรอบคลออยู่เสมอ เหมือนกับว่าสมัยก่อนอยู่เฉยๆแล้วลุกขึ้นวิ่งได้เลย แต่สำหรับสมัยนี้นั้นคุณจะต้องค่อยๆเดินไปเรื่อยๆก่อนแล้วจึงจะเริ่มวิ่งออกไป อีกทั้งยั้งมีเทคโนดลยีเข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้องเยอะมาก ดังนั้นต้องรู้จักเรียนรู้เทคนิคต่างๆอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับลูกชายของผม ผมได้แค่สนับสนุนอยู่ข้างๆ นอกเหนือจากนั้นอยู่ที่ตัวเขาเอง สำหรับผมก็อาจจะช่วยแนะนำบางอย่างได้บ้างแต่ก็ไม่ทั้งหมด จะไปได้ไกลแค่ไหนนั้นอยู่ที่ตัวนักแข่งเอง ”
เป็นอีกครั้งที่ พยัคฆ์พาลูกน้อยคืนถิ่น ที่ซึ่งผมเชื่อว่า คอมอเตอร์สปอร์ตในช่วงยุค ’90 หากกลับมาติดตามการแข่งขันในเกมระดับชิงแชมป์ประเทศไทย คุณอาจจะคุ้นกับหลายๆนามสกุล ที่ซึ่ง บรรดานักแข่งชั้นนำหลายๆคนเริ่มส่งทายาทเข้าสู่วงการ โดยเฉพาะ เกมการแข่งขันที่ต้องไต่เพดานบินจากระดับ one make race กับเกมการชิงชัยที่สนามไทยแลนด์เซอร์กิต “ชีวิตนักแข่งเริ่มต้นที่นี่” เพียงแต่ว่า ในทุกๆรายการแข่งขัน one make race นั้น”คุณจำเป็นจะต้องผ่านการอบรม racing school จากแต่ละค่ายก่อน ” แล้วค่อยมาเริ่มต้นความท้าทายของชีวิตนักแข่งไปด้วยกัน และพยัคฆ์ลิเก ทิ้งท้ายไว้ว่า สำหรับนักแข่งรุ่นหลานๆรุ่นน้องๆหากต้องการคำแนะนำใดๆ ก็สามารถสอบถามพูดคุยกันได้ครับ

เรื่องเล่าข้างแทร็ค จับเข่าคุย โดย K.Subphong

There are no comments yet

Why not be the first

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *